ก.ล.ต. สรุปผลโครงการ Regulatory Guillotine ปี 2563 สำเร็จแล้ว 15 โครงการย่อย และให้คำมั่นพร้อมเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

โครงการ Regulatory Guillotine

ก.ล.ต.เผยผลสรุปการดำเนินโครงการ Regulatory Guillotine ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งดำเนินการสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว รวม 15 โครงการย่อย โดยปรับปรุงกฎเกณฑ์ครอบคลุมทุกด้านของตลาดทุน ช่วยลดภาระและต้นทุนดำเนินการของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องได้แล้วมากกว่า 153 ล้านบาทต่อปี ยืนยันเดินหน้าดำเนินการต่อเนื่อง อีก 68 โครงการย่อยให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายภายในปี 2565 เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและลดภาระของภาคเอกชนและประชาชน สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญ

ตามที่ก.ล.ต.ได้ดำเนินโครงการ Regulatory Guillotine โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดขั้นตอน กระบวนการและเอกสารที่ต้องยื่นต่อก.ล.ต.รวมทั้งทบทวนกฎเกณฑ์ให้มีเท่าที่จำเป็นและสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ลดต้นทุนดำเนินการของภาคเอกชนและลดภาระของภาคเอกชนและประชาชน สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทยอยดำเนินการให้แล้วเสร็จในช่วงปี 2563 – 2565 รวมทั้งสิ้น 83 โครงการย่อย นั้น

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  เปิดเผยว่า ณ สิ้นปี 2563ก.ล.ต.ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วตามเป้าหมายรวม 15 โครงการย่อย ซึ่งครอบคลุมทุกด้านของตลาดทุน โดยช่วยลดภาระและต้นทุนการดำเนินการของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องได้แล้ว 153.32 ล้านบาทต่อปี ลดระยะเวลาดำเนินการได้ 48,210 ชั่วโมงต่อปี และลดจำนวนกระดาษได้ 1,645,764 แผ่นต่อปี

ทั้งนี้ 15 โครงการย่อยที่ดำเนินการเสร็จแล้ว ประกอบด้วยโครงการด้านธุรกิจตัวกลางและตลาด 5 โครงการด้านธุรกิจจัดการลงทุน 4 โครงการ ด้านการระดมทุน 3 โครงการ ด้านการกำกับการสอบบัญชีและรายงานทางการเงิน 2 โครงการ และด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและประสิทธิภาพองค์กร 1 โครงการ เช่น

(1) ยกเลิกการนำส่งบทสรุปประเภทรายงานของผู้สอบบัญชี (แบบ 61-4)
(2) ลดการจัดทำและจัดส่งแบบรายงานและงบการเงินของบริษัทจัดการเงินร่วมลงทุนเหลือปีละ 1 ครั้ง
(3) ปรับปรุงแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายตราสารหนี้ โดยยุบรวมแบบ filing จากเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด
32 แบบ ให้เหลือเพียง 13 แบบ
(4) พัฒนาระบบและปรับปรุงหลักเกณฑ์การขออนุมัติจัดตั้งและจัดการกองทุนรวม รวมทั้งการยื่นเอกสารประกอบคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ระบบ OFAM) โดยไม่ต้องส่งเอกสารเป็นกระดาษมายังก.ล.ต.อีก
(5) ปรับปรุงแนวทางควบคุมการปฏิบัติงานของผู้ประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (broker)
และการค้าหลักทรัพย์ (dealer) ที่มิใช่ตราสารแห่งหนี้ แนวปฏิบัติในการประกอบธุรกิจ broker โดยยกเลิกข้อกำหนดที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน
(6) ปรับปรุงการขอความเห็นชอบระเบียบหรือข้อบังคับของสำนักหักบัญชีหรือศูนย์รับฝากหลักทรัพย์
โดยยกเว้นกรณีที่ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับตลาดทุน เช่น การแก้ไขระเบียบหรือข้อบังคับให้สอดคล้องกับกฎหมายหลักทรัพย์ฯ
(7) ทบทวนระเบียบวิธีปฏิบัติของ ก.ล.ต. ว่าด้วยการรับส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการยื่นข้อมูลเพื่อขอใช้ระบบงานของก.ล.ต.ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และยกเลิกการส่งกระดาษมายัง ก.ล.ต.

“ในปี 2564 – 2565ก.ล.ต.ให้คำมั่นที่จะดำเนินโครงการ Regulatory Guillotine อย่างต่อเนื่องและจริงจังต่อไป เพื่อช่วยลดภาระและต้นทุนดำเนินการของภาคเอกชน โดยในปัจจุบันเหลืออยู่ 68 โครงการย่อย และจากการประเมินในเบื้องต้นคาดว่า หากแล้วเสร็จครบทั้ง 83 โครงการจะช่วยลดภาระและต้นทุนการดำเนินการของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องได้มากกว่า 219.25 ล้านบาทต่อปี ลดระยะเวลาดำเนินการได้ 111,720 ชั่วโมงต่อปี และลดจำนวนกระดาษได้ 1,976,645 แผ่นต่อปี” เลขาธิการก.ล.ต.กล่าว ufa

Regulatory Guillotine ปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อุปสรรคสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย คือ การมีกฎหมายจำนวนมากเกินจำเป็น ซึ่งเกิดจากการออกกฎหมายสะสมมาเป็นเวลานาน โดยไม่มีการทบทวนเพื่อยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น ซ้ำซ้อน หรือล้าสมัย ปัจจุบันประเทศไทยมีพระราชบัญญัติเกือบ 1,400 ฉบับ และมีกฎหมายลำดับรองอีกกว่า 100,000 ฉบับ นอกจากนี้ ระเบียบ กฎเกณฑ์ และแนวปฏิบัติภาครัฐส่วนมากมีลักษณะไม่ยืดหยุ่น ก่อให้เกิดภาระต่อภาครัฐในการบังคับใช้และสร้างภาระต่อผู้ประกอบการและประชาชนในการปฏิบัติตาม ดังนั้น การทบทวนและปรับปรุงกฎ ระเบียบต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเร่งด่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เท่าทันนวัตกรรมใหม่ ๆ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของโลก

ในปี 2559 รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน ซึ่งมี ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน ซึ่งมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธาน เพื่อปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตตามนโยบาย THAILAND 4.0 โดยมีภารกิจที่สำคัญ คือ โครงการปรับปรุงกฎหมายเพื่อปรับอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก (Ease of Doing Business: EODB) ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลกปี 2560 ที่ดีขึ้นเป็นลำดับที่ 26 จาก 190 ประเทศทั่วโลก และโครงการทบทวนการอนุญาตของทางราชการภายใต้ชื่อ “Thailand’s Simple and Smart License” ด้วยวิธีการ Regulatory Guillotine ซึ่งวิธีการนี้ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จ มาแล้วหลายประเทศ เป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สนับสนุนบุคลากรและงบประมาณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รับผิดชอบบริหารโครงการ โดยมี Mr. Scott Jacobs ซึ่งมี ประสบการณ์ทำ Regulatory Guillotine ให้กับรัฐบาลต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม โครเอเชีย เม็กซิโก และการปฏิรูปกฎเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน (Foreign Exchange Regulation Reform) ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาเป็นที่ปรึกษาโครงการ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *