บอร์ด สวล.ไฟเขียว EIA ส่วนต่อขยายสายสีเหลือง-รอเจรจาแก้สัญญาร่วมทุนก่อนเสนอครม.

สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.)

ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) ครั้งที่ 1/2564 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมีมติเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองส่วนต่อขยาย ช่วงแยกรัชดา – ลาดพร้าว ถึง แยกรัชโยธิน ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยให้รับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองส่วนต่อขยายฯ เป็นข้อเสนอในขั้นตอนการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง ของ บริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (EBM) ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทาน โดยจากผลการศึกษาความเหมาะสมฯ พบว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองส่วนต่อขยายฯ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและการให้บริการรถไฟฟ้าแก่ประชาชน

โดยการเพิ่มศักยภาพของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง ในการรองรับการเดินทางเชื่อมต่อของผู้โดยสารเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายหลักได้มากถึง 4 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT สายสีน้ำเงิน) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ให้สามารถเข้าถึงโครงข่ายรถไฟฟ้าเพื่อเดินทางภายในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะการเดินทางบนแนวถนนรัชดาภิเษกที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น และเป็นที่ตั้งของหน่วยงานต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม สำนักงานศาลยุติธรรม ศาลอาญา สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง เป็นต้น

ปัจจุบัน รฟม. และ EBM อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาร่วมลงทุน โดยเมื่อการเจรจา ได้ข้อยุติทั้งหมดแล้ว รฟม. จะดำเนินการเสนอขอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ ต่อกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ตามขั้นตอนแห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 และพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ต่อไป

สำหรับส่วนต่อขยายสายสีเหลืองจากสถานีรัชดาไปเชื่อมกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ถนนพหลโยธินบริเวณใกล้สีแยกรัชโยธิน ระยะทาง 2.6 กม.โดยใช้งบประมาณ 6 พันล้านบาท ufa

ความเป็นมาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

สืบเนื่องจากความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่างๆ รัฐบาลจึงได้ประกาศ ใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ พ.ศ. 2518 และให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ขึ้น ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ

เพื่อดูแลรักษาและกำหนดนโยบายด้านการสิ่งแวดล้อมโดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ โดยตราเป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อขยายขอบเขตงานด้านสิ่งแวดล้อมให้กว้างขวางขึ้นทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และการประสานงานกับต่างประเทศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการโดยกำหนดให้นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ

จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 จึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการฯ ซึ่งในระยะแรกสำนักงานฯ อยู่ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จากการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2521 และ 2522 สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จึงย้ายมาสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน

ในปี พ.ศ. 2535 มีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อขยายขอบเขตงานด้านสิ่งแวดล้อมให้กว้างขวางขึ้นทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และการประสานงานกับต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้น 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และ
กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) และปรับเปลี่ยนชื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน เป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สำหรับหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติถูกถ่ายโอนให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กองนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม อยู่ภายใต้ สผ.

จากนโยบายปฏิรูประบบราชการ ในปี พ.ศ. 2545 ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ถูกยกฐานะเป็นกลุ่มเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กวล.) อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา

ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

19 เม.ย. 2561

ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 โดย “พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561” ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 โดยให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เป็นการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และปรับปรุงหลักเกณฑ์การปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้มีมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับและได้รับความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนในการดำรงไว้ซึ่งการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *